มาเรียม สกุลนาสันติศาสน์



หลักการอิสลามพื้นฐานประการสุดท้าย คือ หลักการด้านศีลธรรมหรือจริยธรรม หรือ คุณธรรม อันเป็นหลักการที่เกี่ยวข้อง กับมารยาท และคุณทางด้านจิตใจ ตลอดจนความประพฤติอันดีงาม ซึ่งเรียกรวมว่า “อิหฺซาน”
คุณธรรมอันสูงสุด คือ การที่มนุษย์สำนึกในความเป็นข้าทาสของตนเอง ต่อพระผู้เป็นเจ้า ด้วยใจอันบริสุทธิ์ จิตใจผูกพัน กับพระองค์ตลอดเวลา ท่านศาสดามุหัมมัด (ช.ล.) กล่าวไว้ ความว่า

               “อิหฺซาน คือ การที่ท่านปฏิบัติการนมัสการอัลลอฮฺ ประหนึ่งท่านเห็นพระองค์ แม้ท่านไม่สามารถเห็นพระองค์ แต่พระองค์ ทรงมองเห็นท่าน

ความผูกพันระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้านั้น จะเป็นสายสัมพันธ์อันแน่นเหนียว ซึ่งก่อให้เกิดความประพฤติที่ดีงาม ทั้งที่กระทำต่อพระผู้เป็นเจ้า และกระทำต่อมนุษย์ สายสัมพันธ์สองด้านนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดสันติสุข และสันติภาพ ถาวรในโลกนี้

1. สัมพันธ์กับอัลลอฮฺ   ทำให้มนุษย์มีจิตยำเกรง สำรวมต่อพระองค์
2. สัมพันธ์กับมนุษย์    ทำให้มนุษย์มีความประพฤติที่ดีต่อกัน หวังดีต่อกัน
และหากใครขาดสายสัมพันธ์ทั้งสองนี้ มนุษย์ เขาคือผู้ตกต่ำอยู่ในความอัปยศ ดังอัลกุรอาน บทที่ 3 โองการที่ 112  ได้กล่าวว่า

“พวกเขาจักประสบความตกต่ำ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม ยกเว้นโดยเหตุที่พวกเขา มีความสัมพันธ์ต่ออัลลอฮฺ และสัมพันธ์ต่อมนุษย์”

        หลักคุณธรรม แบ่งออกได้เป็น 2 ด้าน
1. คุณธรรมที่ต้องประพฤติ
2. คุณลักษณะที่ละเว้น
1. คุณธรรมที่ต้องประพฤติ
หมายถึง ความดีต่างๆ ที่ต้องประพฤติอยู่เสมอ อันได้แก่หน้าที่และมารยาทที่ต้องแสดงออก และคุณสมบัติที่ดีทางจิตใจ เช่น
1. หน้าที่ของบุคคลต่อพระเจ้า  ต้องระลึกอยู่เสมอว่า ตัวเองอยู่ต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงมองเห็นอยู่ตลอดเวลา จึงต้องทำแต่ความดี มีมารยาท และละเว้นการกระทำที่ผิดต่อบทบัญญัติของพระองค์
2. หน้าที่ของผู้รู้  ครูและผู้รู้โดยทั่วไป จะต้องสำนึกอยู่เสมอว่า ความรู้ที่ตนได้มานั้น เป็นไปโดยความเมตตาของผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงประทานให้ ดังนั้น จึงต้องเผยแพร่ต่อให้ผู้อื่น ให้ได้รับความรู้ โดยไม่มุ่งหวังอามิสสินจ้างใดๆ ทั้งสิ้น และไม่นำความรู้ ไปสร้างสมบารมี หรือนำความรู้ไปแข่งขันกับใคร หรือทับถมผู้รู้อื่นๆ หรือหาประโยชน์อันมิชอบ
3. หน้าที่ของผู้ไม่รู้

ผู้ไม่รู้จะต้องศึกษาเพื่อจะได้มีความรู้ ความรู้มิได้จำกัดแต่เฉพาะความรู้ทางด้านสามัญ หรือ ศาสนา ด้านใดด้านหนึ่ง มุสลิมจะต้องเรียนรู้ความรู้ทั้งสองด้าน จนสามารถนำความรู้ความสามารถ ไปประพฤติทางด้านศาสนาอย่างดี และนำความรู้ด้านสามัญหรือวิชาชีพ ไปประกอบสัมมาอาชีพต่อไป และผู้เรียนรู้ทุกคน จะต้องให้ความเคารพต่อผู้สอน มีความนอบน้อมถ่อมตน พูดจาสุภาพ อ่อนโยน และคอยอุปถัมภ์ผู้สอนของตนอยู่เสมอ
4. หน้าที่ของลูก

ลูกทุกคนมีหน้าที่ต้องระลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพ่อแม่ ต้องมีความกตัญญูกตเวทิคุณ ต่อท่านทั้งสอง ต้องคิดอุปการะท่านทั้งสอง ไม่ปล่อยให้ท่านทั้งสองต้องเดียวดาย อยู่กับความเหงา และต้องปรนนิบัติท่านทั้งสอง เป็นอย่างดีที่สุด
5. หน้าที่ของพ่อแม่

เมื่อพ่อแม่มีลูก ก็ต้องเลี้ยงดูลูกอย่างดี ให้การดูแล ให้ความสุข ให้การศึกษา คอยอบรมบ่มนิสัย ให้เป็นคนดี มีมารยาท ไม่ปล่อยปละละเลยต่อลูก จนขาดความอบอุ่นทางจิตใจ เตลิดออกไปหาความสนุกสนานนอกครอบครัว พ่อแม่ต้องสร้างสถาบันครอบครัว ให้เป็นความหวังของลูก เป็นสวรรค์ของลูก อย่าทำให้เป็นนรกของลูก
6. หน้าที่ของเพื่อน

คนทุกคนมีเพื่อน ไม่ว่าเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมโรงเรียน เพื่อนร่วมหมู่บ้าน จนถึงเพื่อนร่วมโลก ทุกคนต้องหวังดีกัน มีความประพฤติที่ดีต่อกัน ไม่ดูถูก ไม่เกลียด ไม่อาฆาตแค้น ไม่ทับถมหรือทำลายใคร ต่างคิดที่จะอยู่ร่วมกัน อย่างมีความสุข
7. หน้าที่ของสามี- ภรรยา

ทั้งสามี – ภรรยา จะต้องมีหน้าที่พึงปฏิบัติต่อกัน กล่าวคือ สามีต้องรับผิดชอบ ในด้านการปกครองครอบครัว และการหารายได้เลี้ยงดูครอบครัว และสามีจะต้องเป็นที่พึ่งของครอบครัว มีความประพฤติที่ดีงาม ต่อคนในครอบครัว เป็นแบบอย่างที่ดีงามแก่คนในครอบครัวโดยสม่ำเสมอ ไม่ทิ้งครอบครัวออกไปหาความสุขนอกบ้าน และต้องตักเตือนและสอนภริยาและคนในครอบครัว
8. หน้าที่ของภริยา

ภริยามีหน้าที่ช่วยเหลือสามีในด้านต่างๆ คอยสอดส่องดูแล เป็นกำลังใจให้สามี ให้ความสุขแก่สามี และต้องต้อนรับแขกของสามีด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส และด้วยความจริงใจ ไม่นินทาสามีลับหลัง ไม่บ่นหรือก้าวร้าวสามี หากสามีทำผิด ก็เตือนด้วยความหวังดี และครองสติ ไม่โมโห ให้เกียรติสามี และอยู่ในโอวาทของสามี
9. หน้าที่ของผู้นำ

ผู้นำทางสังคมในตำแหน่ง ต่างๆ  ที่ถูกแต่งตั้งหรือเลือกตั้งก็ตาม จะต้องปฏิบัติตน   ต่อผู้ตาม ด้วยความเมตตาและด้วยความนอบน้อม ไม่ถือตัว พูดจาสุภาพอ่อนโยน เมื่อจะใช้อำนาจ ก็ใช้ด้วยความยุติธรรม มีความกล้าหาญ และกล้าตัดสินใจ ไม่ลังเล ไม่อ่อนแอ ไม่ขลาดกลัว ต้องประพฤติดี พร้อมทั้งเป็นตัวอย่างที่ดี สำหรับประชาชน ต้องเสียสละทุกสิ่ง เพื่อประชาชน
10. หน้าที่ของประชาชน

ประชาชนในฐานะผู้ตาม จะต้องเคารพผู้นำกฎต่างๆ ที่ออกมาโดยชอบธรรม ประชาชนต้องปฏิบัติโดยเคร่งครัด ผู้ตามจะคิดกระด้างกระเดื่องไม่ได้ แต่ก็กล้าหาญที่จะเตือนผู้นำ เมื่อผู้นำทำผิด หรือออกกฎหมายโดยไม่ชอบธรรม ให้ความร่วมมือในกิจกรรมที่ดี รักษาและปกป้องเกียรติยศ ของผู้นำที่มีคุณธรรม ไม่ละเมิดต่อสิทธิของผู้นำ และสิทธิของประชาชนด้วยกัน

สรุป

การเรียนรู้ศาสนาที่แท้จริง ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจกับหลักพื้นฐาน 3 ประการ ดังได้กล่าวมาแล้ว
ความรู้ที่ถูกต้อง จะนำไปสู่ความศรัทธา ความศรัทธาที่แท้จริง จะนำไปสู่การปฏิบัติ อย่างสม่ำเสมอ จะเพิ่มพูนให้เกิดคุณธรรม จริยธรรม
นั่นคือ ก่อให้เกิดความสำนึกในคุณธรรม จริยธรรม ต่อพระเจ้า ผู้ทรงสร้างและประทานปัจจัยต่างๆ แก่เรา ความสำนึกในหน้าที่ต่อตนเอง ต่อผู้รู้ ต่อผู้ไม่รู้ ต่อพ่อแม่ ต่อลูก ต่อเพื่อบ้าน ต่อคู่ครอง ต่อผู้นำ ต่อผู้ตาม ต่อผู้ลำบากยากไร้ และต่อประเทศชาติโยส่วนรวม อันจะนำไปสู่ความสันติสุขของสังคม ประเทศชาติ และทั่วโลก ตามความหมายของคำว่า “อิสลาม” ซึ่งหมายถึง ความสันติสุขอันถาวร


สำหรับในสังคมไทยปัจจุบัน  การพัฒนาคุณธรรมยังมีปัญหาและอุปสรรคอยู่มากทั้งๆที่ทุกคนก็ต่างทราบว่า  สังคมมีปัญหาและบกพร่องในเรื่องนี้  แต่ก็ยังไม่คิดที่จะปรับปรุงแก้ไขคุณธรรมของตนเองอย่างจริงจัง  และไม่กล้าพูดหรือประกาศตนต่อหน้าสาธารณชนว่า  ตนเป็นผู้มีคุณธรรม  แต่ก็ไม่ต้องการให้ใครมาประณามว่า  ตนเป็นผู้ไม่มีคุณธรรม  และเป็นผู้ที่ไได้สร้างปัญหาให้กับสังคม  แต่ในทางตรงกันข้ามผู้ที่สร้างปัญหาให้กับสังคมกลับไม่มีโอกาสได้รับการอบรมหรือศึกษาอย่างถูกต้อง ซึ่งหนึ่งในสาเหตุก็คือการขาดความรับผิดชอบในหน้าที่ของตน หรือละเลยหน้าที่ตัวอย่างเช่น พ่อ แม่ไม่รู้จักหน้าที่ของตน  ซึ่งส่งผลต่อลูก ขาดการศึกษา ความรัก ความเข้าใจ การเอาใจใส่ การอบรม ส่งผลต่อลูกให้เป็นเด็กที่มีปัญหาเดินเข้าสุ่สังคม และนี้จึงเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างมากต่อชะตาชีวิตของสังคมนั้นๆ  ความวุ่นวายและปัญหาในสังคมก่อให้เกิดปัญหาและความทุกข์ในการดำเนินชีวิต  เมื่อเกิดความทุกข์ในตัวมนุษย์ มนุษย์ก็แสวงหาสิ่งที่จะมาขจัดความทุกข์ของตนออกไป จึงเป็นเหตุให้คิดแต่เรื่องหาความสุขใส่ตัวในทุกวิธีทาง โดยไม่คำนึงถึงศิลธรรมอีกต่อไป ก่อให้เกิดการไร้จิตสำนึกในจริยธรรมและศิลธรรมของตน และครอบครัว สังคมเกิดปัญาหา  ในที่สุดก็ทำให้สังคมนั้นหยุดการพัฒนา และเริ่มตกต่ำทางศิลธรรมและจริยธรรม อันส่งผลสู่การหล่มสลายของสังคมนั้นในที่สุด   ด้วยเหตุนี้เองอิสลามจึงเน้นอย่างมากต่อการศึกษา  ซึ่งจะขอกล่าวในครั้งต่อไป

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความผาสุกในการดำเนินชีวิตร่วมกันในสังคม  จึงต้องร่วมกันเสริมสร้างจริยธรรมในตนเอง  โดยการพัฒนาตนเองไปที่ละก้าว เพื่อชีวิตทีมีความสุขตลอดไป ด้วยการศึกษา เพราะเหตุผลที่นี้เอง จริยศาสตร์จึงมีความสำคัญอย่างมาก

1.จริยธรรมในเชิงภาษา

เชิงภาษา   จริยะในภาษาอาหรับตรงกับคำว่า   อัล-อัคลาค   ซึ่งในรูปศัพท์แล้ว  คำว่า “ อัคลาก” เป็น พหูพจน์ของ อัล-คุลุก  หมายถึง สัญชาติญาณ ความเคยชิน ธรรมชาติที่มีอยู่ในตัวมนุษย์  เป็นแหล่งพลังและความสามารถของกิจกรรมและสิ่งที่ประพฤติปฏิบัติที่ออกมาจากตัวมนุษย์

คำว่า “ คุลุก” มีปรากฏอยู่ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน อยู่ 2ครั้ง แต่มีความหมายต่างกัน( 1 ) อัล-กอลัม /4  –    ( 2) อัชชุอะรออฺ  / 137

 และแท้จริงเจ้านั้น อยู่บนคุณธรรมอันยิ่งใหญ ”    ( อัล-กอลัม /4 )

      คำว่า “คุลุก” ในสองที่นี้ ให้ความหมายต่างกัน  ดังปรากฏว่าส่วนใหญ่ของนักวิชาการได้มีทัศนะว่าเป็นโองการ ”    ( อัล-กอลัม /4 )

ซึ่งเป็นการกล่าวในลักษณะสรรเสริญ ชมเชย ฐานะเป็นบรรทัดฐานพฤติกรรม   คุณธรรมหรือจริยธรรมในที่นี้มาจากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงประทานผ่านเทวทูตแห่งพระองค์ แก่หัวใจของท่านศาสดามุฮัมหมัด   เพื่อบัญชาให้ท่านยึดถือเป็นคุณธรรมประจำตัวท่านและเป็นแบบฉบับอันดีงามแก่ ประชาชาติ ภาคแสดงภายในของมนุษย์  ซึ่งก็คืออุปนิสัย หรือ ธรรมชาติตัวตนที่แท้จริงของบุคคลนั้นๆ  หมายถึง รูฮ์ จิตวิญญาณของมนุษย์ ซึ่งมนุษย์ประกอบด้วยสองภาค ร่างกาย และจิตวิญญาณ ซึ่งมนุษย์จะต้องให้ความสำคัญและสนใจกับทั้งสองสิ่ง ไปพร้อมๆกัน เพื่อเพิ่มสักภาพในการพัฒนาของมนุษย์ แต่เป็นที่หน้าเสียใจเพราะส่วนใหญ่มองข้ามสิ่งนี้ไป กลับให้ความสำคัญกับร่างกายของตนเองเพียงอย่างเดียว อันส่งผลที่เลวร้ายมากสู่มนุษย์ในหลายยุคหลายสมัย จริยศาสตร์จึงมิใช้เป็นวิชาที่สอนให้มนุษย์ให้รับรู้ถึงวิชาการเท่านั้น แต่ยังเป็นวิชาการที่ช่วยปลุกจิตวิญญาน ของมนุษย์ให้ตื่น และตักเตือนมนุษย์และชี้นำไปสู่หนทางในการคิด ,การปฏิบัติที่ถูกต้อง อันจะส่งผลหนึ่งสุ่การมีจริยธรรมที่ดีงาม

และจริยธรรมนี้เองเป็นตัวบงบอกว่า จิตวิญญาณมีความสุข นั้นก็หมายความว่าการไม่มีจริยธรรม จิตรวิญญานได้ป่วยไข้และมีทุกข์นั้นเอง

เมื่อพระองค์ทรงประทานอัลกุรอานเป็นบทบัญญัติแก่ท่านศาสดาเพื่อนำคำสั่งของพระองค์มาบอกกล่าวแก่ประชาชนและชีนำหนทางที่ถูกต้องแก่มนุษย์ และเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตอันก่อให้เกิดจริยธรรมและศิลธรรมอันดีงานขึ้น แน่นอน ว่าพฤติกรรมทั้งหมดของท่านล้วนเป็นอรรถาธิบายที่ลึกซึ้งถึงเป้าหมายและจุดประสงค์ของอัลอฮ ในการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ด้วยการนำคัมภีร์อัลกรุอาน  คือ สารของพระองค์ เพื่อมาชี้นำแก่ประชาชนโดยศาสดาทั้งหลาย มาชี้นำและตักเตือน มนุษย์

สรุปได้ว่า

คำว่า คุลุก” ในความหมายแรก ที่ระบุในโองการ อัล-กอลัม /4    หมายถึง ธรรมชาติประจำตัวมนุษย์ ความเคยชิน สัญชาติญาณ ที่อัลลอฮ  ทรงประทานไว้ในตัวมนุษย์ เป็นพลังสามารถทางธรรมชาติที่มีอยู่ภายในตัวมนุษย์

 ด้วยเหตุนี้ จริยธรรมในเชิงภาษา หมายความถึง ภาคแสดงภายในของมนุษย์ ซึ่งก็คือ อุปนิสัย หรือ ธรรมชาติตัวตนที่แท้จริงของบุคคลนั้นๆ  หมายถึง รูฮ์ จิตวิญญาณ

จากคำว่า คุลุก”  และคำว่า “ อัคลาก” เป็น พหูพจน์ของ อัล-คุลุก  โดยเชื่อมโยงทางความหมาย ภาคภายในสู่ภาคภายนอกนั้นเรียกว่า  พฤติกรรม หรือความประพฤติ ที่เปิดเผยและแสดงออกมา หากเป็นพฤติกรรมที่ดี ก็ถือว่ามีจริยธรรม และหากเป็นพฤติกรรมตรงกันข้าม ก็ถือว่าไร้จริยธรรม

ดังนั้น ความประพฤติจึงถือเป็นสิ่งแสดงออกมาจากข้างใน  และการพฤติก็ก่อให้เกิดผลดีและผลเสียต่อภาย ในของมนุษย์ และดำเนินต่อไปอย่างลูกโซ่ หากไม่มีการหยุดหยั่ง หรือควบคุ้ม

2.จริยธรรมในเชิงสากล

เป็นศาสตร์ที่นำพาสู่หนทางที่พึงกระทำ สู่สิ่งที่พึงจะเป็น   จริยศาสตร์จึงถือเป็นตัวแปรสำคัญในการชี้นำบุคคลให้อยู่บนรากฐานการตัดสินใจ ที่มั่นคง แน่วแน่ ไม่คล้อยตามอารมณ์และความต้องการของตน     เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยอุดมคติอันสูงสุดด้วยสติปัญญาของมนุษย์ ที่มีความสัมพันธ์อยู่กับชีวิตมนุษย์

 

3.ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมและพฤติกรรมมนุษย์

เมื่อทราบแล้วว่าอุปนิสัยคือภาคแสดงภายในตัวมนุษย์ และพฤติกรรมคือภาคแสดงภายนอก ทั้งสองจึงมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่น  เปรียบดั่งลักษณะความสัมพันธ์ของ ผล และ เหตุ ของสิ่งที่เกิดและสิ่งที่ทำให้เกิด  หากแต่ไม่สามารถกล่าวได้ว่า เฉพาะอุปนิสัยเท่านั้นที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ เพราะในความเป็นจริงแล้วยังคงมีภาวะแวดล้อมอื่นๆที่เกี่ยวข้องและอาจส่งผล โดยตรงต่อพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งสิ่งดังกล่าวอาจสามารถระงับพฤติกรรมนั้นๆจากผู้กระทำได้ 

Bottom of Form

 

4.ความหมายของ  จริยศาสตร์  จริยศึกษา   จริยธรรม

4.1 จริยศาสตร์ เป็นคำผสมของคำ  ๒  คำ  คือ  จริย  กับ  ศาสตร์  โดยมีต้นกำเนิดของคำต่างกัน  และคำว่า

จริย  แปลว่า ความประพฤติ  กิริยาที่ควรประพฤติ

ศาสตร์           แปลว่า  วิชา

เมื่อนำคำสองคำนี้มาผสมกันจะได้ความหมายว่า วิชาที่มีเนื้อหาเรื่องความประพฤติ หรือสิ่งที่ควรประพฤติ

และจากการศึกษาความหมายของคำว่า“จริยศาสตร์”ก็จะมีความหมายและเนื้อหาพาดพิงเกี่ยวข้องกับจริยธรรมและศีลธรรมด้วย

4.2 จริยศึกษา    เป็นคำผสมของคำ  ๒  คำ เช่นเดียวกัน  คือ  จริย  กับ  ศึกษา  โดยคำว่า

จริย               มีความหมาย  ความประพฤติ  กิริยาที่ควรประพฤติ

ศึกษา              แปลว่า   การเล่าเรียน  การฝึกฝน  การอบรม

เมื่อนำมารวมเป็นคำเดียวกันจะมีความหมายว่า’การเล่าเรียนฝึกอบรมเรื่องความประพฤติเพื่อประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในแนวทางของศีลธรรม ความดีงาม’

4.3 ศีลธรรม เป็นคำผสมของคำว่า ศีล กับ ธรรมมีความหมายว่า ‘กฎข้อบังคับ ระเบียบตลอดจนหลักปฏิบัติทางศาสนาที่บุคคลพึงปฏิบัติเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ประกอบด้วยคุณธรรมตามคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า’

5.ความหมายของคำว่า ศีลธรรม จริยศาสตร์  และ จริยศึกษา

จริยศาสตร์  จะเน้นที่อุดมคติหรือทฤษฎีที่ควรปฏิบัติ

จริยศึกษา  จะเน้นที่การเล่าเรียนกระบวนการเรียนรู้

ศีลธรรม  ความหมาย แง่ปฏิบัติ  และ ผลของการปฏิบัติ

และทั้งสองคำนั้นมีความหมายขยายความถึงศีลธรรมด้วย นั้นคือ ความเป็นคนดีมีศีลธรรมก็เป็นอุดมการณ์  อุดมคติของชีวิต หรือกล่าวได้ว่าคือ เป้าหมายของชีวิติมนุษย์ และเป็นสิ่งที่ทุกคนควรศึกษาเล่าเรียนให้เกิดผลแก่ชีวิตอย่างจริงจัง

แต่ในความหมายที่ลุ่มลึกที่เป็นความหมายเกี่ยวข้องกับหลักศาสนามากที่สุด  กล่าวคือ      คนที่มีศาสนาต้องปฏิบัติอยู่ในกรอบของศีลธรรม คำสอนของศาสนา

6.ความหมายของคำว่า จริยธรรม

คำว่า  ศีลธรรม  นี้มีความหมายใกล้เคียงหรือเหมือนกับคำว่า  “จริยธรรม”  มากที่สุดอีกคำหนึ่งด้วย

จริยธรรม หมายถึง การแยกสิ่งถูกจากผิด ดีจากเลว คุณความดี คำสั่งสอนในศาสนา หลักปฏิบัติในทางศาสนา ความจริง ความยุติธรรม ความถูกต้อง กฎเกณฑ์

จริยธรรม หรือ จริยศาสตร์ เป็นหนึ่งในวิชา ที่ศึกษาเกี่ยวกับความดีงามทางสังคมมนุษย์ จำแนกแยกแยะว่าสิ่งไหนถูกและสิ่งไหนผิด หากจะอธิบายอย่างง่ายๆ  จริยธรรม หมายถึง การแยกสิ่งถูกจากผิด ดีจากเลว

ความหมายตามพจนานุกรมในภาษาไทย จริยธรรม หมายถึง ธรรมที่เป็นข้อประพฤติ ศีลธรรมอันดี ตามธรรมเนียมยุโรป อาจเรียก จริยธรรมว่า Moral philosophy (หลักจริยธรรม) ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ ศีลธรรม กฎศีลธรรม

 “จริยธรรม มาจากคำ 2 คำคือ จริย + ธรรม ซึ่งแปลตามศัพท์

คือ จริยะ แปลว่า ความประพฤติ กิริยาที่ควรประพฤติ

คำว่า ธรรม แปลว่า คุณความดี คำสั่งสอนในศาสนา หลักปฏิบัติในทางศาสนา ความจริง ความยุติธรรม ความถูกต้อง กฎเกณฑ์

เมื่อเอาคำ จริยะ มาต่อกับคำว่า ธรรม เป็นจริยธรรม แปลความหมายว่า กฎเกณฑ์แห่งความประพฤติ หรือหลักความจริงที่เป็นแนวทางแห่งความประพฤติปฏิบัติ

 

7.ความหมายของคำว่า ธรรม

คำว่า ธรรม พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตโต) กล่าวไว้ว่า คือ “สภาพที่ทรงไว้, ธรรมดา, ธรรมชาติ สภาวะธรรม, สัจธรรม, ความจริง, เหดุ, ต้นเหตุ, สิ่ง, ปรากฏการณ์ ฯลฯ(พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์ พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตโต ) เพิ่มศัพท์และปรับปรุง พ.ศ. 2427 มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หน้า 105)

คำว่า ธรรม แปลว่า คุณความดี คำสั่งสอนในศาสนา หลักปฏิบัติในทางศาสนา ความจริง ความยุติธรรม ความถูกต้อง กฎเกณฑ์

ที่นำเอาความหมายของคำว่า ธรรม ที่ท่านผู้รู้กล่าวไว้มาเสนอมากพอสมควรนี้ก็เพื่อความเข้าใจคำว่า ธรรม ให้มากขึ้น เพราะเป็นคำที่สำคัญที่สุดและคนทั่วไปมักจะเข้าใจเพียงมัวๆเท่านั้น

ธรรม หรือ สัจธรรม เป็นแม่บท เป็นฐานของทุกอย่าง  และต่อจากสัจธรรม ก็คือสิ่งที่เรียกว่า จริยธรรม อันได้แก่หลักเกณฑ์เกี่ยวกับความดีงาม ซึ่งเป็นความจริงที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จที่นำไปสุ่การพัฒนาตัวมนุษย์ นำไปสู่ความสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์

คือ การมนุษย์สามารถควบคุมจิตวิญญาณของตน ด้วยการชี้นำของพระเจ้าโดยที่มนูษย์กระทำตามคำสั่งใช้ และออกห่างจากการส่งห้ามของพระองค์ ทีสุดมนุษย์ก็จะพบกับผลสำเร็จอันเป็นความสุขชั่วนิรันดร์ และหากมนุษย์กระทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม ผลของมันก็คือความทุกข์ตลอดกาล

วัฒนธรรม ซึ่งเป็นรูปแบบหรือเป็นวิธีปฏิบัติที่จะให้เกิดผลเป็นจริงตามที่มนุษย์ต้องการ

สรุปก็คือ

สัจธรรม คือ ความจริงที่มีอยู่ตามธรรมดา ความเป็นจริงที่สติปัญญาไม่สามารถปฏิเสธได้

จริยธรรม คือ ข้อผูกพันที่โยงสัจธรรมนั้นเข้ากับชีวิตและสังคมมนุษย์

วัฒนธรรม คือ รูปแบบการปฏิบัติตามจริยธรรมที่ปรากฏในวิถีชีวิตของสังคมมนุษย์

8.ขอบข่ายของจริยธรรม

เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่แจ่มแจ้งและชัดเจนยิ่งขึ้น  เราจะต้องทำความเข้าใจคำซึ่งอยู่ในขอบข่ายของ จริยธรรม  ดังนี้

1. จรรยา              หมายถึง  ความประพฤติ  กิริยาที่ควรประพฤติในหมู่คณะ  เช่น  จรรยาครู  จรรยาตำรวจ ฯลฯ

2. จรรยาบรรณ  หมายถึง  ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกำหนดขึ้น  เพื่อรักษา  และส่งเสริมเกียรติคุณ  ชื่อเสียง  และฐานะของสมาชิก

3. คุณธรรม          หมายถึง  สภาพคุณงามความดีทางความประพฤติและจิตใจ  เช่น  ความเป็นผู้ไม่กล่าวเท็จ  โดยหวังประโยชน์ส่วนตน ซึ่งทั้งหมดนี้คือ คุณธรรม

ความสัมพันธ์ของคุณธรรมกับจริยธรรม คือ คุณธรรม คือ จริยธรรมที่ฝึกฝนจนเป็นนิสัย  เช่น ซื่อสัตย์  ขยัน  อดทน  เสียสละ  รับผิดชอบ

4. มโนธรรม         หมายถึง  ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี  ความรู้สึกว่าอะไรควรทำ  อะไรไม่ควรทำ  เชื่อกันว่า มนุษย์ทุกคนมีมโนธรรม  เนื่องจากบางขณะเราจะเกิดความรู้สึกขัดแย้งในใจระหว่างความรู้สึกว่าต้องการทำสิ่งหนึ่ง  และรู้สึกว่า ควรทำอีกสิ่งหนึ่ง

5. มารยาท         หมายถึง  กิริยา  วาจา  ที่สังคมกำหนดไว้เป็นที่ยอมรับในกลุ่มแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกันไป

9.การพัฒนาคุณธรรม และจริยธรรม

ตัวตนของมนุษย์ นั้น คือมนุษย์มี สองภาค ร่างกาย จิตวิญญาณ และวิญญาณก็คือตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์ เพราะแม้ว่ามนุษย์จะตายไปแล้ว แต่วิญญาณของเขายังคงอยู่ดังนั้น ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงเน้นในเรื่องของการตรวจสอบจิตใจ จิตวิญญาณของตนเองเป็นประจำ ดังเช่นที่เราส่วนใหญ่สนใจแต่เพียงร่างกายอย่างเดียวโดย แต่ลืมที่จะตรวจสอบจิตวิญญาณในขณะที่วิญญาณนั้นมีค่าสูงส่งต่อมนุษย์ มันคือต้นทุนสำหรับมนุษย์อันทรงคุณค่า และพฤติกรรมของมนุษย์ ได้แสดงออกมานั้น บ่งบอกได้ว่ามนุษย์อยู่ในสภาพใด?

หากวิญญาณของมนุษย์ปราศจากความป่วยไข้ กิริยาท่าทีหรือการกระทำ ก็แสดงออกด้วยจริยธรรมและการกระทำที่ดีงาม และนี้ย่อมแสดงว่า ผู้นั้นในจิตใจทรงคุณธรรม  ก็เช่นเดียวกับ การที่มนุษย์มีสุขภาพแข็งแรงทางร่างกาย ก็จะแสดงออกในทางกระฉับกระเฉง  ว่องไว  คึกคัก  ร่าเริงเบิกบาน

และในทางตรงข้าม หากวิญญาณของมนุษย์ป่วยไข้ กิริยาท่าทีหรือการกระทำ ก็แสดงออกด้วย แบบอย่างของคนมีจริยธรรมต่ำทราม  ย่อมแสดงว่าผู้นั้นในจิตใจขาดคุณธรรม ก็เท่ากับว่าไม่เกิดการพัฒนาใดๆในตัวมนุษย์ แต่กลับตรงข้ามคือ ดึงมนุษย์ลงสู่ความตกต่ำทางคุณธรรมและจริยธรรม  ก็เช่นเดียวกับ การที่มนุษย์เกิดการเจ็บป่วยทางร่างกาย ก็แสดงออกด้วยความเศร้าหมอง เหี่ยวแห้ง กิริยาอาการหง่อยเหงา เซื่องซึมไม่สดใส  ปรากฏแก่ผู้พบเห็นและผู้ใกล้ชิด

ด้วยเหตุนี้ ในด้านความประพฤติก็เช่นเดียวกัน ใครมีจิตใจเป็นอย่างไรก็จะแสดงออกมาเป็นรูปแบบของความประพฤติหรือการปฏิบัติในทำนองดี หรือชั่ว

ดังนั้นนั้น ผู้ที่มีจิตใจ (วิญญาณ)ป่วยไข้ จะแสดงออกมาด้วยการกระทำที่ชั่วร้าย เกิดจากการที่มนุษย์นั้นทำตามอารมณ์และความต้องการของสัตว์(สัญชาติญาณเดิม)ที่มีอยู่ในตัวมาเป็นผู้สั่งการ

ส่วนผู้ที่มีจิตใจ (วิญญาณ)ที่ปราศจากการป่วยไข้ จะแสดงออกมาด้วยการกระทำที่ดีงาม เกิดจากการที่มนุษย์นั้นสามารถควบคุมอารมณ์ และความต้องการอย่างสัตว์(สัญชาติญาณเดิม)ที่มีอยู่ในตัว  โดยใช้สติปัญญามา กำกับ ควบคุม เป็นผู้สั่งการ  (นั้นคือ การคิดใคร่ครวน ในการกระทำทุกครั้งของตน ว่ามันถูกต้องต่อศาสนาหรือไม่  )

สรุปความหมาย ของทั้งคำคือ

คุณธรรม      เป็นลักษณะความรู้สึกนึกคิดทางจิต

จริยธรรม   เป็นลักษณะการแสดงออกของร่างกาย

การเรียนรู้ศาสนาที่แท้จริง ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจ   และมีความรู้ที่ถูกต้อง จะนำไปสู่ความศรัทธา ความศรัทธาที่แท้จริง จะนำไปสู่การปฏิบัติ อย่างสม่ำเสมอ จะเพิ่มพูนให้เกิดคุณธรรม จริยธรรมในจิตใจมนุษย์เพิ่มมากยิ่งขึ้น และสร้างพลังที่เข็มแข่งในจิตใจในการที่จะสามารถต่อสู้กับอารมณ์ ของตนเอง และแน่นอนหากไม่กระทำ ผลที่ได้รับ ได้กลับกลายเป็นผลที่แตกต่างจากข้อแรกอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือการการก่อให้เกิดจริยธรรม และคุณธรรมนั้น เริ่มต้นด้วยการศึกษา   การศึกษาถือว่ามีคุณค่าและความสูงส่งอย่างมากในทัศนะอิสลาม และถือว่าเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างมากต่อมนุษย์ (จะมาในเรื่องนี้ ในบทต่อไป)
นั่นคือ ก่อให้เกิดความสำนึกในคุณธรรม จริยธรรม ต่อพระเจ้า ผู้ทรงสร้างและประทานปัจจัยต่างๆ แก่เรา ความสำนึกในหน้าที่ต่อตนเอง ต่อผู้รู้ ต่อผู้ไม่รู้ ต่อพ่อแม่ ต่อลูก ต่อเพื่อบ้าน ต่อคู่ครอง ต่อผู้นำ ต่อผู้ตาม ต่อผู้ลำบากยากไร้ และต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม อันจะนำไปสู่ความสันติสุขของสังคม ประเทศชาติ และครอบคลุมไปทั่วโลก ดังความหมายของคำว่า “อิสลาม” ซึ่งหมายถึง ความสันติสุขอันถาวร นั้นเอง

10.การปลูกฝังคุณธรรมลงในจิตใจ

จะต้องใช้เวลาในการฝึกหัดอบรมสั่งสอนทั้งโดยตรงและโดยอ้อมเป็นอันมาก  สม่ำเสมอและยาวนาน  ไม่สามารถวัดได้แน่นอนว่า ใครมีคุณธรรมในจิตใจมากน้อยเพียงไร อย่างไร  การให้การศึกษาทางด้านจริยธรรมแก่บุคคลอาจบรรลุผลสำเร็จได้(  นั้นคือการศึกษาศาสนา )เป็นสิ่งท่จะกระตุ้นจิตรสำนึกให้มีคุณธรรมและจริยธรรมอันดีงามเสมอไปนั้น หรืออยู่นานเท่าไรนั้น หรือมีอยู่มากแค่ไหน อย่างไร  ขึ้นอยู่กับการมีคุณธรรมเกิดขึ้นในจิตใจของบุคคลนั้นๆมากน้อยอย่างไร เพียงไร? นั้นก็หมายความว่าเราต้องใส่ใจและตรวจสอบตัวเอง ฝึกฝนตนเอง หาวิธีการในการเสริมสร้างพลังให้เข้มแข็งอยู่เสมอนั้นเอง และหนึ่งในการเสริมสร้างพลัง ก็คือการศึกษาวิชาจริยศาสตร์ซึ่งเป็นศาสตร์ที่สูงส่งและยิ่งใหญ่

 

1.จริยศาสตร์ในราชบัณฑิตยสถาน

          จริยศาสตร์ (Ethics) หมายถึงสาขาหนี่งของปรัชญาที่ว่าด้วยการแสวงหาความดีสูงสุดของชีวิตมนุษย์ การแสวงหากฎเกณฑ์ในการตัดสินความประพฤติของมนุษย์ว่าอย่างไรถูก ไม่ถูก ดี ไม่ดี ควร ไม่ควร จะพิจารณาของคุณค่าทางศีลธรรม (ราชบัณฑิตยสถาน,2540:34)           

 

2.วิชาที่มีเนื้อหาเรื่องความประพฤติ หรือสิ่งที่ควรประพฤติของมนุษย์

เป็นวิชาที่มีเนื้อหาเรื่องความประพฤติ หรือสิ่งที่ควรประพฤติของมนุษย์ และการศึกษาเกี่ยวกับความดีงามทางสังคมมนุษย์ การจำแนกแยกแยะว่าสิ่งไหนถูกและสิ่งไหนผิด ตามคำสั่งสอนของศาสนา หลักปฏิบัติในทางศาสนา ความจริง ความยุติธรรม ความถูกต้อง กฎเกณฑ์ เพื่อชี้นำ จะเน้นที่อุดมคติ  หรือทฤษฎีที่ควรปฏิบัติ โดยมาในรูปการตักเตือนและปลุกจิตวิญญาณ หรือกล่าวได้ว่ามันคือ ตำราในการใช้ชีวิตของมนุษย์ ในการที่จะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ แบบของการเป็นมนุษย์นั้น คือการได้เข้าใกล้พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งมนุษย์ต้องชำระล้างตนจากความชั่วร้าย และเสริมสร้างความดีงามในจิตวิญญาณของตน ด้วยการคิดและวิธีคิดที่ถูกต้อง นั้นเองจะนำพามนุษย์ไปสู่หลักคุณธรรมนั้นได้

นอกจากนั้นเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของชีวิตที่มีจริยธรรม สนับสนุนให้รู้จักจุดมุ่งหมายของชีวิต ชี้แจงถึงกฏเกณฑ์การตัดสินและมาตรวัดระดับจริยธรรม   เป็นศาสตร์ที่อธิบายถึงความหมายของความดีและความชั่ว   ดีคืออะไร ไม่ดีคืออะไร แบบอย่างอันสูงส่งที่มนุษย์พึงยึดถือปฏิบัติตามคืออะไร และสอนวิธีขจัด ป้องกันความชั่วร้ายและ สอนวิธีในการเสริมสร้างความดี และรักษาความดีให้เพิ่มมากขึ้น อีกทั้ง

จริยศาสตร์ศึกษาว่า อะไรควรเว้น อะไรควรทำ อะไรผิด อะไรถูก อะไรดี อะไรชั่ว โดยเปรียบเทียบความประพฤตินั้นกับความดีเลิศทั้งหลาย

Welcome to WordPress.com. After you read this, you should delete and write your own post, with a new title above. Or hit Add New on the left (of the admin dashboard) to start a fresh post.

Here are some suggestions for your first post.

  1. You can find new ideas for what to blog about by reading the Daily Post.
  2. Add PressThis to your browser. It creates a new blog post for you about any interesting  page you read on the web.
  3. Make some changes to this page, and then hit preview on the right. You can alway preview any post or edit you before you share it to the world.

บล็อกเกอร์

มาเรียม  สกุลนาสันติศาสน์

มาเรียม สกุลนาสันติศาสน์

บทความย้อนหลัง

หมวดหมู่บทความ

ปฏิทิน

December 2016
M T W T F S S
« Jul    
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

ทวิตเตอร์

  • “อาเลปโป” คือไพ่ใบสุดท้ายของตะวันตกในซีเรีย fb.me/2zRMh0tdv 6 hours ago
  • fb.me/ZFpR6PMh 14 hours ago
  • การเป็นชะฮีดของอิมามฮะซัน อัสกะรี (อ.) fb.me/YcFjKVpw 1 day ago
  • 3 รอบิอุ้ลเอาวัล วันครบรอบเหตุการณ์เผาอาคารกะอ์บะฮ์ fb.me/1YsPdUXJn 1 day ago
  • ภารกิจผู้แทนของกลุ่มติดอาวุธชาวซีเรียกับการเจรจาในตุรกี fb.me/5OdjZWQBW 1 day ago

Blog Stats

  • 2,337 hits